หายหน้าหายตา =_=''

posted on 16 Oct 2010 19:43 by kohchan
ช่วงนี้ไม่รู้เป็นไง งานหนักมากๆ หายหน้าหายตาไปนานเลยค่ะ
ไม่ได้มาอัพอะไรเลยนานมากกกกกกกกก มีเรื่องอะไร หลายๆ เรื่อง
ประเดประดังเข้ามา ทั้งเรื่องที่ดี และเรื่องที่ต้องสูญเสียคนสำคัญ
ทำให้ไม่มีเวลามาอัพเลย แต่ยังไงก้ยังได้ Say "Happy Birthday"
to Koh-chan in My Twitter อยู่นะจ๊ะ
 
------------------------
 
เรื่องแรก....
งานที่ทำอยู่เป็นอะไรที่ทำให้รู้สึกกังวลมาก~!!
จริงๆ ก็ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลเลย แต่ด้วยความที่ไม่มีอะไรให้กังวลน่ะแหละ
ทำให้เกิดกังวลขึ้นมา เราไม่รู้ว่าผลงานที่ทำออกมาในตอนนี้ดีแล้วรึยัง?
มันมีอะไรต้องแกไขไหม? อยากให้ปรับปรุงตรงไหนบ้างรึเปล่า? ความรู้สึก
ต่างๆ เหล่านี้แหละ ทำให้กังวล เพราะเจ้านายไม่พูดอะไรเลย บางทีก็ตามเค้าไม่ทัน
ไม่รู้ว่าตอนนี้เค้ารู้สึกยังไง? พอใจแล้วรึเปล่า? หรือมีอะไรอยากให้ช่วยทำเพิ่มไหม?
สิ่งเหล่านี้ ก็เคยถามออกไปเหมือนกันนะ....แต่ก็ไม่ได้คำตอบอะไร เลยทำให้กังวลมาก
ว่า เราทำงานออกมาได้ดีแล้วหรือ เพราะไม่ว่าจะ Create ผลงาน Artwork ออกมายังไง
เจ้านายก็ไม่เคยว่าเลยว่ามันไม่ดี หรืออะไรทำนองนั้น......อยากจะพัฒนาฝีมือ
ที่มีอยู่ให้มากขึ้นๆ ไปอีก อยากเป็นที่พึ่งให้กับเจ้านายได้ เพราะอยากแบ่งเบางานมาจากเค้า
ให้เค้าได้เบาแรงบ้างน่ะ...-o-'
 
 
-------------------------
 
เรื่องที่สอง....
เพิ่งจะสูญเสียคนสำคัญที่สุดในชีวิตไป... T-T
เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมาหลวงตา (คุณตา) ท่านมรณะภาพ ด้วยอาการอันสงบ
ก่อนที่ท่านจะละสังขาร มีโอกาสได้ปรณิบัตรท่าน และได้รับคำสอน อันเป็นคำสอนสุดท้าย
จากหลวงตา ซึ่งก็อยากจะแบ่งปันให้กับทุกๆ คนได้รับรู้นะคะ
ในวันนั้น ท่านถามว่า "ไม่มีนิทานธรรม หรือหนังสือธรรมะสักเล่นหรือ?" พอดีเรามีหนังสือธรรมะ
ติดไปด้วย 1 เล่ม ก็เลยเอามาอ่านให้ท่านฟัง...ท่านอ่อนแรงมากๆ แม้กระทั่งการพูดออกมาสัก 1 คำ
ก็เป็นเรื่องยาก และเหนื่อยมากแล้ว แต่วันนั้น หลังจากที่อ่านคติธรรมให้ท่านฟังจบ ท่านถามเรา
ด้วยนำเสียงอันฟังชัด ว่า... "เข้าใจไหม ?" เราตอบว่าเข้าใจจ้า ท่านก็บอกอีกว่า "เข้าใจมีหลายแบบนะ"
จึงตอบท่านไปว่า "หลานเข้าใจ และจะปฏิบัติตามค่ะ" ท่านจึงบอกว่า "ธรรมะอันนี้แหละ
สุดยอดที่สุดแล้ว ปฏิบัติให้ดี ปฏิบัติให้ถูกต้องนะ" เป็นคำสอนสุดท้ายจากท่านที่มอบให้เรา
นั่นคือ........
 
อภัยทาน คือ ความสุข
(พระธรรมเทศนาพิเศษ โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ)
 
อภัยทาน คือการให้ที่ไม่มีภัย ให้ความปลอดภัย มีความหมายเป็น 2 ทาง คือ ฝ่ายรูปธรรม และฝ่ายนามธรรม
           ฝ่ายรูปธรรม ได้แก่ การปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยเต่า ปล่อยสัตว์ต่างๆ เนื่องในวันคล้ายวันเกิด หรือปล่อยเป็นประจำก็แล้วแต่ การปล่อยสัตว์เหล่านี้ ควรจะพิจารณาด้วยว่า มันยังแข็งแรงพอที่จะเลี้ยงตัวรอดหรือไม่ หรือเป็นสัตว์ที่เขาเลี้ยงสำหรับปล่อย พอปล่อยแล้วมันก็บินไปหาเจ้าของอีก สำหรับปลานั้น ควรที่จะไปซื้อที่เขาขายในตลาด  หรือที่เขากำลังจะฆ่า ก็ย่อมจะยิ่งได้บุญแรงมาก การปล่อยนก ปล่อยปลา หรือปล่อยเต่า ควรดูสถานที่ปล่อยด้วยว่าจะลำบาก หรือปลอดภัยกับมันด้วยหรือไม่ การปล่อยสัตว์นี้มีอานิสงส์มาก เพราะเป็นการให้ความมีชีวิตเป็นทาน ส่วนมากมักจะมีอานิสงส์ทันตาเห็นเสียด้วย คนที่มีจิตเมตตาสูง ให้ชีวิตสัตว์เป็นทานนี้ อยู่ที่ไหนก็ไม่ลำบาก มักจะมีผู้ช่วยเหลือ และอายุก็ยืนด้วย 
           ฝ่ายนามธรรม ได้แก่ การให้อภัย การไม่ถือโกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่อาฆาตพยาบาท มีอานิสงส์ทันตาเห็น คือจะเป็นคนที่ไม่มีภัย และเวรแก่ใคร ผิวหน้าผ่องใส จิตใจก็ชื่นบาน ใจเย็นและสงบ จะอยู่ที่ไหนก็มีความสุข เป็นที่รักใคร่ของคนทั่วๆ ไป ถ้าจะทำบุญให้มันครบเครื่องจริงๆ ก็ควรที่จะต้องบำเพ็ญอภัยทานด้วย เพราะไม่ต้องเสียเงิน หรือเสียเวลาเลย เพียงแต่ล้างความคิดที่เคยผูกอาฆาต พยาบาทเกลียดชัง ออกจากใจเสียเท่านั้น ใจก็ย่อมผ่องใส ด้วยการแผ่เมตตา ปราถนาความสุขความเจริญแก่สัตว์ และคนโดยทั่วๆ ไป ถ้าทำได้และทำเป็นประจำ ก็ย่อมจะเกิดอานิสงส์ทันตาเห็น คือ ตนเองย่อมได้รับความสุขสงบและเย็นอยู่เป็นนิจ ดังนั้นผู้หวังความสุขสงบเย็น นอกจากจะบำเพ็ญอภัยทานแล้ว ก็ควรจะต้องบำเพ็ญในชีวิตประจำวันด้วย การทำทานทำความดีนั้น ที่จะให้เกิดบุญกุศลเปี่ยมนั้น จะต้องรักษาศรัทธา คือ ความเชื่อ และ ปสาทะ คือ ความเลื่อมใส ให้มั่นคงเสมอต้นเสมอปลายตลอดเวลา ประกอบด้วย 3 กาล คือ 1. ก่อนให้ดีใจ  2. กำลังให้ เลื่อมใส  3. ให้แล้วปลื้มใจ
           ความจริงชาวพุธไทยส่วนใหญ่ ก็สนใจแต่เรื่องทาน หรือปัจจัย 4 เป้นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว แต่มันไปมีมากมายเหลือเฟือก็เฉพาะพระที่เป็นสมภาร หรือเทศน์เก่งๆ หรือประจบเก่งๆ ส่วนพระที่ทานปฏิบัติดี และปฏิบัติตรงต่อธรรมะนั้น พี่น้องส่วนใหญ่มักจะไม่ชอบ หรือไม่รู้จัก เพราะท่านประจบไม่เป็น ไม่ชอบรับแขก และไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณะ ความเป็นอยู่ของท่านค่อนข้างจะขาดแคลน บางแห่งถึงกับอยู่ไม่ได้ก็มี ผู้เขียนนี้ใคร่ขอจะชี้แนะเนื้อนาบุญที่แท้จริงให้รู้ ใครที่ได้ทำบุญกับพระที่ปฏิบัติดีนี้ ก็ย่อมจะได้อานิสงส์มาก ทั้งเป็นการช่วยอนุรักษ์พระสุปฏิปันโนไว้ให้คนรุ่นหลังได้มีที่พึ่งทางใจอันถูกต้องด้วย ส่วนมากชาวพุธเรา ทำบุญมักจะเอาศรัทธาเป็นตัวนำ แต่ว่าปัญญาจะนำ หรือไปคู่กันเลยนั่น เพียงแต่ตามหลังยังยากเลย ควรสัมผัสพระด้วยปัญญา พระที่ดีจะต้องสันโดษและมักน้อย พระที่สันโดษและมักน้อยนั้น ท่านมักจะขาดปัจจัย 4 เสมอ แม้มีมาก ท่านก็มักจะบริจาคให้แก่ผู้ที่สมควรไปหมด จะเก็บไว้ใช้ก็เพียงแต่เล็กน้อยเท่านั้น การเข้าไปสัมผัสกับพระที่ว่านี้ จึงควรใช้ปัญญานำหน้า วัตถุทานของเราก็ย่อมได้รับอานิสงส์เต็มที่ ในการสัมผัสกับพระอย่างถูกต้องนั้น ควรมีปัญญาคู่กับศรัทธาเสมอ การกระทำของเราก็ย่อมจะไม่มีส่วนเกินหรือส่วนขาด ทำให้พระดีอยู่ได้ แต่พระร้ายก็จะอยู่ยาก ชีวิตของพระจะอยู่ได้ ก็ต้องอาศัยปัจจัย 4 และกาลิก 4 ที่ฆราวาสนำมาถวาย ถ้าไม่มีปัจจัย 4 เป็นที่อาศัยเสียแล้ว ชีวิตพระเณรก็อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีพระ เณร ก็เหมือนคนกลุ่มนั้นได้ห่างไกลจากพระพุทธศาสนา ฉะนั้น พระกับฆราวาสจึงแยกกันอยู่ไม่ได้ เพราะเป็นกำลังสนับสนุนด้วยกัน ศาสนาจะมั่นคงอยู่ได้ก็เพราะทายกและปฏิคาหกให้ความร่วมมือกัน ดังคำว่า พระพุทธศาสนาจะมั่นคงอยู่ได้ก็ด้วยพระแท้ พระพุทธศาสนาจะย่ำแย่ก็เพราะฆราวาสไม่ให้ความร่วมมือช่วยเหลือ นี่เป็นจุดใหญ่ความเสื่อม ความมั่นคงของพระพุทธศาสนาอยู่ที่จุดนี้ ทางพระก็มีหน้าที่คงไว้ซึ่งพระธรรมวินัย
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

เสียใจด้วยนะค้าบ กับเรื่องของหลวงตา
ท่าน คงไปสู่สวรรค์ เเล้ววว


ทำงานเหนื่อยๆ ก็พักผ่อนบ้างนะค้าบ big smile

#1 By happyhappy on 2010-10-16 20:54